>  ข่าวสารและโปรโมชั่น
ข่าวสารและโปรโมชั่น
news
1 กันยายน 2556

โรคพยาธิเม็ดเลือด

โรคพยาธิเม็ดเลือด เป็นโรคที่พบบ่อยในสุนัข ซึ่งจะแสดงอาการซึม เบื่ออาหาร มีเลือดออกจากจมูกและสังเกตพบเหงือกซีด ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้สุนัขเสียชีวิตได้ โรคนี้มีพาหะคือ เห็บ โดยจะแพร่จากตัวเห็บโดยผ่านทางน้ำลายบริเวณที่เห็บกัด ตัวเห็บที่มีเชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ได้ 155 – 568 วัน ซึ่งระยะฟักตัวของโรคนี้คือ 7 – 12 วัน (เฉลี่ย 11 วัน)

อาการของโรค
สัตว์จะมีไข้สูง มีเลือดจางสังเกตได้จากสีเหงือกจะซีด เบื่ออาหาร ผอมและอาการที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ มักมีเลือดกำเดาออกจากจมูกเนื่องจากโรคนี้เมื่อเป็นแล้วจะทำให้เกิดปฏิกิริยาภายในร่างกายทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลายอย่างมากในม้าม และต่อมน้ำเหลืองและทำให้เกิดเม็ดเลือดทุกชนิดมีปริมาณลดลงอีกด้วย นอกจากนี้อาจพบจุดเลือดออกที่ใต้ผิวหนังตามปริเวณลำตัว เหงือก ตาขาวขาและอาจพบการบวมน้ำที่บริเวณขาได้เช่นกัน

การวินิจฉัย
1.เจาะเลือดตรวจในห้องปฏิบัติการโดยการตรวจหาตัวเชื้อในเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนชัยต์และนิวโทรฟิลรวมทั้งร่วมกับตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวซึ่งวิธีดังกล่าวมีโอกาสตรวจพบตัวเชื้อได้น้อยในสุนัขที่เป็นโรคนี้
2. ตรวจโดยปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยชุดตรวจสำเร็จรูป (Snap test) ซึ่งทราบผลภายใน 5 นาทีและมีความถูกต้องแม่นยำ

การรักษา
ใช้ยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลา 3 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย สุนัขที่เป็นโรคนี้ภายหลังการรักษาจะมีอาการดีขึ้นภายใน 24 – 27 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีการให้ยาอื่นๆ ร่วมด้วยเช่นวิตตามินหรือการให้เลือดซึ่งอยู่ในดุลยพินิจของสัตวแพทย์

การป้องกัน
การกำจัดเห็บสุนัขเป็นวิธีี่ดีที่สุดในกรณีที่มีการระบาดของโรคอย่างรุนแรงหรือเมื่อเลี้ยงสุนัขหลายยตัวแล้วมีตัวใดตัวหนึ่งป่วยด้วยโรคนี้ก็ควรให้ตัวอื่นกินยาป้องกันด้วย

วิธีกำจัดเห็บบนตัวสุนัข
1. ใช้แป้งหรือแชมพูกำจัดเห็บหมัด ซึ่งวิธีนี้ไม่ควรใช้กับลูกสุนัขที่มีอายุน้อยกว่า 2 เดือน
2. ใช้ยาหยอดเฉพาะที่ เช่น Frontline,Revolution ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่สะดวก และปลอดภัย แต่จะใช้ไม่ได้ผลกับสุนัขที่ชอบเล่นน้ำ
3. ฉีดยากำจัดเห็บ ซึ่งวิธีนี้จะได้ผลเฉพาะเห็บแต่หมัดจะได้ผลน้อย แต่มีข้อเสียคือสุนัขจะมีอาการแสบบริเวณที่ฉีดยา
4. ใช้สเปรย์กำจัดเห็บหมัดพ่นทั้งตัว เช่นFrontline soray ใช้สำหรับสุนัขที่มีเห็บหมัดจำนวนมาก
5. ใช้ยาผสมน้ำอาบสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เช่น อะมทราส 1 ซีซี ผสมกับน้ำ 2 ลิตร มีข้อดีคือราคาไม่แพง แต่ต้องระวังเพราะอาจเกิดความเป็นพิษได้หากสุนัขเลีย

วิธีกำจัดเห็บในสิ่งแวดล้อม
1. ใช้สเปรย์กำจัดเห็บหมัด ฉีดพ่นภายในบ้านพื้น และพรม
2. ใช้ยาผสมน้ำกำจัดเห็บในสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สนามหญ้า พื้นกระเบื้อง ซีเมนต์ พื้นดิน ซึ่งยาที่ใช้ในการกำจัดเห็บได้แก่ Baytical , Amitraz หรือ Asuntol

news

โรคพยาธิเม็ดเลือด

1 กันยายน 2556
โรคพยาธิเม็ดเลือด เป็นโรคที่พบบ่อยในสุนัข ซึ่งจะแสดงอาการซึม เบื่ออาหาร มีเลือดออกจากจมูกและสังเกตพบเหงือกซีด ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้สุนัขเสียชีวิตได้ โรคนี้มีพาหะคือ เห็บ โดยจะแพร่จากตัวเห็บโดยผ่านทางน้ำลายบริเวณที่เห็บกัด ตัวเห็บที่มีเชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ได้ 155 – 568 วัน ซึ่งระยะฟักตัวของโรคนี้คือ 7 – 12 วัน (เฉลี่ย 11 วัน)

อาการของโรค
สัตว์จะมีไข้สูง มีเลือดจางสังเกตได้จากสีเหงือกจะซีด เบื่ออาหาร ผอมและอาการที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ มักมีเลือดกำเดาออกจากจมูกเนื่องจากโรคนี้เมื่อเป็นแล้วจะทำให้เกิดปฏิกิริยาภายในร่างกายทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลายอย่างมากในม้าม และต่อมน้ำเหลืองและทำให้เกิดเม็ดเลือดทุกชนิดมีปริมาณลดลงอีกด้วย นอกจากนี้อาจพบจุดเลือดออกที่ใต้ผิวหนังตามปริเวณลำตัว เหงือก ตาขาวขาและอาจพบการบวมน้ำที่บริเวณขาได้เช่นกัน

การวินิจฉัย
1.เจาะเลือดตรวจในห้องปฏิบัติการโดยการตรวจหาตัวเชื้อในเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนชัยต์และนิวโทรฟิลรวมทั้งร่วมกับตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวซึ่งวิธีดังกล่าวมีโอกาสตรวจพบตัวเชื้อได้น้อยในสุนัขที่เป็นโรคนี้
2. ตรวจโดยปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยชุดตรวจสำเร็จรูป (Snap test) ซึ่งทราบผลภายใน 5 นาทีและมีความถูกต้องแม่นยำ

การรักษา
ใช้ยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลา 3 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย สุนัขที่เป็นโรคนี้ภายหลังการรักษาจะมีอาการดีขึ้นภายใน 24 – 27 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีการให้ยาอื่นๆ ร่วมด้วยเช่นวิตตามินหรือการให้เลือดซึ่งอยู่ในดุลยพินิจของสัตวแพทย์

การป้องกัน
การกำจัดเห็บสุนัขเป็นวิธีี่ดีที่สุดในกรณีที่มีการระบาดของโรคอย่างรุนแรงหรือเมื่อเลี้ยงสุนัขหลายยตัวแล้วมีตัวใดตัวหนึ่งป่วยด้วยโรคนี้ก็ควรให้ตัวอื่นกินยาป้องกันด้วย

วิธีกำจัดเห็บบนตัวสุนัข
1. ใช้แป้งหรือแชมพูกำจัดเห็บหมัด ซึ่งวิธีนี้ไม่ควรใช้กับลูกสุนัขที่มีอายุน้อยกว่า 2 เดือน
2. ใช้ยาหยอดเฉพาะที่ เช่น Frontline,Revolution ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่สะดวก และปลอดภัย แต่จะใช้ไม่ได้ผลกับสุนัขที่ชอบเล่นน้ำ
3. ฉีดยากำจัดเห็บ ซึ่งวิธีนี้จะได้ผลเฉพาะเห็บแต่หมัดจะได้ผลน้อย แต่มีข้อเสียคือสุนัขจะมีอาการแสบบริเวณที่ฉีดยา
4. ใช้สเปรย์กำจัดเห็บหมัดพ่นทั้งตัว เช่นFrontline soray ใช้สำหรับสุนัขที่มีเห็บหมัดจำนวนมาก
5. ใช้ยาผสมน้ำอาบสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เช่น อะมทราส 1 ซีซี ผสมกับน้ำ 2 ลิตร มีข้อดีคือราคาไม่แพง แต่ต้องระวังเพราะอาจเกิดความเป็นพิษได้หากสุนัขเลีย

วิธีกำจัดเห็บในสิ่งแวดล้อม
1. ใช้สเปรย์กำจัดเห็บหมัด ฉีดพ่นภายในบ้านพื้น และพรม
2. ใช้ยาผสมน้ำกำจัดเห็บในสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สนามหญ้า พื้นกระเบื้อง ซีเมนต์ พื้นดิน ซึ่งยาที่ใช้ในการกำจัดเห็บได้แก่ Baytical , Amitraz หรือ Asuntol
news
30 สิงหาคม 2556

โรคลำไส้อักเสบติดต่อในสุนัข

โรคลำไส้อักเสบติดต่อในสุนัขเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัส ชื่อว่า พาโวไวรัส (Parvouirus : CPV) มีการระบาดทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย พบในสุนัขทุกเพศทุกพันธ์ุ อาการของโรคจะทำลายระบบทางเดินอาหาร เม็ดเลือดขาว และกล้ามเนื้อหัวใจในสุนัขบางตัว การติดเชื้อจะสามารถติดได้จากสุนัขตัวหนึ่งไปอีกตัวหนึ่ง และมีโอกาสติดต่อมากขึ้นเมื่อสุนัขอยู่รวมกันมาก เช่น ในคอกสุนัข สนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือบริเวณอื่นๆ ที่เป็นที่อยู่ ที่เล่นหรือแหล่งรวมสุนัข ก็จะทำให้สุนัขปกติไปรับเชื้อมาจากการสัมผัสไสได้ สำหรับสุนัขที่เลี้ยงไว้ในบ้านหรือไว้ในคอก มีโอกาสจะสัมผัสหรือเล่นกับสุนัขตัวอื่นได้ยาก ก็จะมีโอกาสที่จะได้รับเชื้อยาก สุนัขที่ป่วยจะแพร่เชื้ออกมากับอุจจาระหรือของเหลวที่อาเจียนออกมา เชื้อไวรัสชนิดนี้จะมีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อมมาก ไวรัสสามารถมีชีวิตอยู่นอกสัตว์หรือในสิ่งแวดล้อมได้เป็นระยะเวลานานและสามารถแพร่กระจาย จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้ด้วยวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ

อาการของสุนัขที่ติดเชื้อลำไส้อักเสบ
อาการเริ่มแรกของสุนัขที่ติดเชื้อพาโวไวรัส คือ ซึม เบื่ออาหาร อาเจียนและท้องเสียอย่างรุนแรง ระยะตั้งแต่ได้รับเชื้อจนถึงแสดงอาการประมาณ 5-7 วันอุจจาระสุนัขในระยะเริ่มแสดงอาการ จะมีลักษณะเหลวเป็นสีเหลืองเทา บางครั้งอาจจะเริ่มมีเลือดปนออกมาได้ สุนัขที่เริ่มมีอาการมากขึ้นจะอาเจียนอย่างรุนแรง และถ่ายเป็นน้ำมีสีน้ำตาลจนถึงสีแดงพุ่งจนตายได้ สุนัจมักจะตายภายใน 48-72 ชั่วโมงได้ การอาเจียนและถ่ายเหลวอย่างรุนแรงจะทำให้สุนัขสูญเสียน้ำและเกลือแร่ออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว จะทำให้สุนัขช็อคและตายได้

การรักษาสุนัขที่ติดเชื้อลำไส้อักเสบ
การรักษาโรคติดเชื้อพาโรไวรัสยังไม่มียาชนิดใดที่จำเพาะที่ใช้ในการฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ การรักษาจะประกอบไปด้วยการให้สารน้ำเพื่อทดแทนภาวะการสูญเสียของเหลวและเกลือแร่ของร่างกาย ควบคุมการอาเจียนและท้องเสียของสุนัขป่วยและป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนด้วยยาปฏิชีวนะ

การป้องกัน
การป้องกันโรคลำไส้อักเสบติดต่อในสุนัขจากการติดเชื้อพาโรไวรัส สามารถทำได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโดยปกติในลูกสุนัขมักเริ่มต้นฉีดวัคซีนเมื่ออายุประมาณ 6-8 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะฉีดกระจุ้นอีกครั้งที่อายุประมาณ 10-12 สัปดาห์ เพื่อให้มีระดับภูมิคุ้มกันสูงเพียงพอสำหรับป้องกันโรคนี้ มีทั้งแบบแยกเป็นวัคซีนป้องกันโรคนี้เพียงอย่างเดียหรือรวมอยู่กับวัคซีนชนิดอื่น เช่น ไข้หัดสุนัข ตับอักเสบ เลปโตสไปโรซิส หวัด เป็นต้น ซึ่งเรียกวัคซีนประเภทนี้ว่าวัคซีนรวม หลังจากนั้นจึงฉีดวัคซีนประจำทุกปี เจ้าของสุนัขควรป้องกันไม่ให้สุนัขไปสัมผัสกับสิ่งขับถ่ายของสุนัขตัวอื่น เมื่อนำสุนัขออกไปนอกบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุนัขที่มีอายุไม่เกิน 6 เดือนหรือไม่ก็ไม่ควรนำออกไปนอกบ้าน กรณีที่สุนัขที่เลี้ยงเกิดป่วยติดเชื้อพาโรไวรัส ต้องทำความสะอาดบริเวณกรงหรือคอก หรือที่อยู่ของสุนัขป่วย เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสด้วยยาฆ่าเชื้อ

โปรแกรมสัคซีนสำหรับสุนัข
4-6 สัปดาห์
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหลอดลมอักเสบ
6-8 สัปดาห์
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบติดต่อ หรือฉีดวัคซีนป้องกันไข้หัดสุนัข
8-10 สัปดาห์
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบติดต่อ ไข้หัดสุนัข ตับอักเสบ และเลปโตสไปโรซีส
10-12 สัปดาห์
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบติดต่อ (ซ้ำ)
ทุก 1 ปี
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
- ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หัดสุนัข ตับอักเสบ และเลปโตสไปโรซีส
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหวัด และหลอดลมอักเสบติดต่อ
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบติดต่อ

news

โรคลำไส้อักเสบติดต่อในสุนัข

30 สิงหาคม 2556
โรคลำไส้อักเสบติดต่อในสุนัขเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัส ชื่อว่า พาโวไวรัส (Parvouirus : CPV) มีการระบาดทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย พบในสุนัขทุกเพศทุกพันธ์ุ อาการของโรคจะทำลายระบบทางเดินอาหาร เม็ดเลือดขาว และกล้ามเนื้อหัวใจในสุนัขบางตัว การติดเชื้อจะสามารถติดได้จากสุนัขตัวหนึ่งไปอีกตัวหนึ่ง และมีโอกาสติดต่อมากขึ้นเมื่อสุนัขอยู่รวมกันมาก เช่น ในคอกสุนัข สนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือบริเวณอื่นๆ ที่เป็นที่อยู่ ที่เล่นหรือแหล่งรวมสุนัข ก็จะทำให้สุนัขปกติไปรับเชื้อมาจากการสัมผัสไสได้ สำหรับสุนัขที่เลี้ยงไว้ในบ้านหรือไว้ในคอก มีโอกาสจะสัมผัสหรือเล่นกับสุนัขตัวอื่นได้ยาก ก็จะมีโอกาสที่จะได้รับเชื้อยาก สุนัขที่ป่วยจะแพร่เชื้ออกมากับอุจจาระหรือของเหลวที่อาเจียนออกมา เชื้อไวรัสชนิดนี้จะมีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อมมาก ไวรัสสามารถมีชีวิตอยู่นอกสัตว์หรือในสิ่งแวดล้อมได้เป็นระยะเวลานานและสามารถแพร่กระจาย จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้ด้วยวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ

อาการของสุนัขที่ติดเชื้อลำไส้อักเสบ
อาการเริ่มแรกของสุนัขที่ติดเชื้อพาโวไวรัส คือ ซึม เบื่ออาหาร อาเจียนและท้องเสียอย่างรุนแรง ระยะตั้งแต่ได้รับเชื้อจนถึงแสดงอาการประมาณ 5-7 วันอุจจาระสุนัขในระยะเริ่มแสดงอาการ จะมีลักษณะเหลวเป็นสีเหลืองเทา บางครั้งอาจจะเริ่มมีเลือดปนออกมาได้ สุนัขที่เริ่มมีอาการมากขึ้นจะอาเจียนอย่างรุนแรง และถ่ายเป็นน้ำมีสีน้ำตาลจนถึงสีแดงพุ่งจนตายได้ สุนัจมักจะตายภายใน 48-72 ชั่วโมงได้ การอาเจียนและถ่ายเหลวอย่างรุนแรงจะทำให้สุนัขสูญเสียน้ำและเกลือแร่ออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว จะทำให้สุนัขช็อคและตายได้

การรักษาสุนัขที่ติดเชื้อลำไส้อักเสบ
การรักษาโรคติดเชื้อพาโรไวรัสยังไม่มียาชนิดใดที่จำเพาะที่ใช้ในการฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ การรักษาจะประกอบไปด้วยการให้สารน้ำเพื่อทดแทนภาวะการสูญเสียของเหลวและเกลือแร่ของร่างกาย ควบคุมการอาเจียนและท้องเสียของสุนัขป่วยและป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนด้วยยาปฏิชีวนะ

การป้องกัน
การป้องกันโรคลำไส้อักเสบติดต่อในสุนัขจากการติดเชื้อพาโรไวรัส สามารถทำได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโดยปกติในลูกสุนัขมักเริ่มต้นฉีดวัคซีนเมื่ออายุประมาณ 6-8 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะฉีดกระจุ้นอีกครั้งที่อายุประมาณ 10-12 สัปดาห์ เพื่อให้มีระดับภูมิคุ้มกันสูงเพียงพอสำหรับป้องกันโรคนี้ มีทั้งแบบแยกเป็นวัคซีนป้องกันโรคนี้เพียงอย่างเดียหรือรวมอยู่กับวัคซีนชนิดอื่น เช่น ไข้หัดสุนัข ตับอักเสบ เลปโตสไปโรซิส หวัด เป็นต้น ซึ่งเรียกวัคซีนประเภทนี้ว่าวัคซีนรวม หลังจากนั้นจึงฉีดวัคซีนประจำทุกปี เจ้าของสุนัขควรป้องกันไม่ให้สุนัขไปสัมผัสกับสิ่งขับถ่ายของสุนัขตัวอื่น เมื่อนำสุนัขออกไปนอกบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุนัขที่มีอายุไม่เกิน 6 เดือนหรือไม่ก็ไม่ควรนำออกไปนอกบ้าน กรณีที่สุนัขที่เลี้ยงเกิดป่วยติดเชื้อพาโรไวรัส ต้องทำความสะอาดบริเวณกรงหรือคอก หรือที่อยู่ของสุนัขป่วย เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสด้วยยาฆ่าเชื้อ

โปรแกรมสัคซีนสำหรับสุนัข
4-6 สัปดาห์
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหลอดลมอักเสบ
6-8 สัปดาห์
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบติดต่อ หรือฉีดวัคซีนป้องกันไข้หัดสุนัข
8-10 สัปดาห์
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบติดต่อ ไข้หัดสุนัข ตับอักเสบ และเลปโตสไปโรซีส
10-12 สัปดาห์
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบติดต่อ (ซ้ำ)
ทุก 1 ปี
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
- ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หัดสุนัข ตับอักเสบ และเลปโตสไปโรซีส
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหวัด และหลอดลมอักเสบติดต่อ
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบติดต่อ
news
21 สิงหาคม 2556

โรคไข้หัดแมว

เป็นโรคในแมวที่เกิดจากการติดเชื้อ พาร์โวไวรัส (Feline Parvovirus) แมวจะติดเชื้อนี้โดยการกินสิ่งปนเปื้อนหรืออุจจาระที่มีเชื้อ ไวรัสนี้จะติอต่อได้กับแมวในทุกช่วงอายุลูกแมวประมาณ 2-6 เดือน พบว่ามีการติดเชื้อมากที่สุด มีอัตาการตายสูง 50-90%

พยาธิกำเนิดโรค
เมื่อแมวได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกายภายในเวลาเพียง 2-9 วัน เชื้อจะกระจายตัวไปยังทางเดินอาหารและลำไส้ ส่งผลให้เกิดอาการท้องเสีย และอาเจียน ในอีกทางหนึ่งเชื้อจะเข้าไปกดการทำงานของไขกระดูก ทำให้แมวเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำและติดเชื้อแทรกซ้อนตามมา

อาการที่สำคัญของโรค
ลูกแมวที่ได้รับเชื้อมักแสดงอาการมีไข้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง พบภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง อ่อนเพลียจนถึงขั้นตายแบบเฉียบพลัน

การวินิจฉัยโรค
1. ตรวจจากอาการทั่วไป พบลูกแมวแสดงอาการ มีไข้ อาเจียน ท้องเสีย ขาดน้ำอย่างรุนแรง
2. ตรวจวินิจฉัยจากค่าโลหิตวิทยา แมวป่วยจะพบภาวะการลดต่ำของเม็ดเลือดขาวอย่างรุนแรง เนื่องจากไวรัสเข้าไปกดการทำงานของไขกระดูก
3. ตรวจวินิจฉัยด้วยชุดตรวจหาเชื้อพาร์โรไวรัสจากอุจจาระของแมวป่วย

การรักษา
1. ในระยะเบื้องต้นจะเป็นการรักษาแบบประคับประคองอาการ เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพของสัตว์ หลังจากมีอาการขาดน้ำ อาเจียน และท้องเสียอย่างรุนแรง เช่น การให้สารน้ำ การปรับสมดุลอิเล็คโตรไลท์ การให้สารอาหารทางเส้นเลือดดำ ควรทำร่วมกับการงดน้ำและอาหาร เพื่อให้ลำไส้และทางเดินอาหารที่เสียหายได้รับการฟื้นตัว
2. แมวป่วยควรได้รับยาปฏิชีวนะ เพื่อควบคุมการติดเชื้อแทรกซ้อน ร่วมกับยาระงับอาการอาเจียนเพื่อบรรเทาความรุนแรงของโรค

การป้องกัน
1. แยกแมวที่ป่วยด้วยไวรัสออกจากกกลุ่ม เพื่อลดการกระจายของเชื้อ
2. ดูแลเรื่องสุขอนามัยภายในบ้าน กรง ที่รองนอนเป็นประจำ และเลือกใช้น้ำยาเชื้อที่มีประสิทธิภาพในการทำลายไวรัส ได้แก่ โวเดียม ไฮโปคลอไรด์ กลูตารอลดีไฮด์ หรือ ฟอร์มัลดีไฮด์ เป็นต้น
3. ควรนำลูกแมวมาทำวัคซีนอย่างต่อเนื่อง ส่วนแมวที่โตแล้วควรรับวัคซีนอย่างต่อเนื่องทุกปี

news

โรคไข้หัดแมว

21 สิงหาคม 2556
เป็นโรคในแมวที่เกิดจากการติดเชื้อ พาร์โวไวรัส (Feline Parvovirus) แมวจะติดเชื้อนี้โดยการกินสิ่งปนเปื้อนหรืออุจจาระที่มีเชื้อ ไวรัสนี้จะติอต่อได้กับแมวในทุกช่วงอายุลูกแมวประมาณ 2-6 เดือน พบว่ามีการติดเชื้อมากที่สุด มีอัตาการตายสูง 50-90%

พยาธิกำเนิดโรค
เมื่อแมวได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกายภายในเวลาเพียง 2-9 วัน เชื้อจะกระจายตัวไปยังทางเดินอาหารและลำไส้ ส่งผลให้เกิดอาการท้องเสีย และอาเจียน ในอีกทางหนึ่งเชื้อจะเข้าไปกดการทำงานของไขกระดูก ทำให้แมวเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำและติดเชื้อแทรกซ้อนตามมา

อาการที่สำคัญของโรค
ลูกแมวที่ได้รับเชื้อมักแสดงอาการมีไข้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง พบภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง อ่อนเพลียจนถึงขั้นตายแบบเฉียบพลัน

การวินิจฉัยโรค
1. ตรวจจากอาการทั่วไป พบลูกแมวแสดงอาการ มีไข้ อาเจียน ท้องเสีย ขาดน้ำอย่างรุนแรง
2. ตรวจวินิจฉัยจากค่าโลหิตวิทยา แมวป่วยจะพบภาวะการลดต่ำของเม็ดเลือดขาวอย่างรุนแรง เนื่องจากไวรัสเข้าไปกดการทำงานของไขกระดูก
3. ตรวจวินิจฉัยด้วยชุดตรวจหาเชื้อพาร์โรไวรัสจากอุจจาระของแมวป่วย

การรักษา
1. ในระยะเบื้องต้นจะเป็นการรักษาแบบประคับประคองอาการ เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพของสัตว์ หลังจากมีอาการขาดน้ำ อาเจียน และท้องเสียอย่างรุนแรง เช่น การให้สารน้ำ การปรับสมดุลอิเล็คโตรไลท์ การให้สารอาหารทางเส้นเลือดดำ ควรทำร่วมกับการงดน้ำและอาหาร เพื่อให้ลำไส้และทางเดินอาหารที่เสียหายได้รับการฟื้นตัว
2. แมวป่วยควรได้รับยาปฏิชีวนะ เพื่อควบคุมการติดเชื้อแทรกซ้อน ร่วมกับยาระงับอาการอาเจียนเพื่อบรรเทาความรุนแรงของโรค

การป้องกัน
1. แยกแมวที่ป่วยด้วยไวรัสออกจากกกลุ่ม เพื่อลดการกระจายของเชื้อ
2. ดูแลเรื่องสุขอนามัยภายในบ้าน กรง ที่รองนอนเป็นประจำ และเลือกใช้น้ำยาเชื้อที่มีประสิทธิภาพในการทำลายไวรัส ได้แก่ โวเดียม ไฮโปคลอไรด์ กลูตารอลดีไฮด์ หรือ ฟอร์มัลดีไฮด์ เป็นต้น
3. ควรนำลูกแมวมาทำวัคซีนอย่างต่อเนื่อง ส่วนแมวที่โตแล้วควรรับวัคซีนอย่างต่อเนื่องทุกปี

หน้า 1 2